ชีวิตคนเรามันก็ต้องมีทั้งการ "ให้" และ การ "รับ"
การให้มากเกินไป หรือ รับมากเกินไป
ต่างก็เป็นการทำให้ความสมดุลในชีวิตเสียไปทั้งนั้น
 
ในที่นี้ไม่ได้พูดถึงเฉพาะ "สิ่งของ" เท่านั้น
แต่ยังรวมถึง "ความรู้สึก" ด้วย
 
หากเรา "ให้" มากจนเกินไป...
เราก็จะกลายเป็นคน "ขาดแคลน"
การให้ก็ต้องรู้จักขอบเขตของการให้
ถ้าเป็นสิ่งของ เราก็อาจจะ "หมดตัว"
ถ้าเป็นความรู้สึก เราก็อาจจะ "หมดกำลังใจ"
 
ในทางกลับกัน หากเรา "รับ" มากจนเกินไป...
นั่นอาจจะเรียกได้ว่า "เห็นแก่ตัวจนเกินพอดี"
ไม่ได้พูดว่า คนเราไม่ควรจะเห็นแก่ตัวเลย
เพราะความเห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐานของมนุษย์อยู่แล้ว
แต่มันก็ต้องมีขอบเขตของความเห็นแก่ตัว
 
ขอบเขตของการให้อยู่ที่ไหน...
สำหรับเรา มันอยู่ที่ว่า เรา "มี" ที่จะให้รึเปล่า
มีสิ่งของเพียงพอที่จะให้คนอื่นรึเปล่า
มีกำลังใจเพียงพอที่จะแคร์คนอื่นมั้ย
 
ส่วนขอบเขตของการรับ...
เราคิดว่า ถ้ารับมาแล้วจะไม่ทำให้คนที่ให้เราเดือดร้อน
และคนที่ให้เราเขาเต็มใจที่จะให้
ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนบังคับร้องขอ
นั่นก็คงจะเพียงพอแล้ว
 
"ให้" แล้วก็ควรจะ "รับ" ด้วย
"รับ" แล้วก็ควรจะ "ให้" ด้วย
ถ้าทำเช่นนี้ได้ ความสมดุลในชีวิตก็จะมี
เราก็จะไม่ทุกข์มาก Cool
 
 
 

Winter is coming

posted on 01 Sep 2012 03:25 by cherrykids in Diary directory Diary
 
Winter is coming.
It's cold and it's wet. 
 
September comes the breeze. 
Teardrops mark the begining of loneliness.
 
Where are you and where am I?
Left alone amidst the crowd.
 
Shall I start praying? No, of course not.
Since the future lays in my own hands.
 
 
 
[London2012] บันทึกการผจญภัยในลอนดอนช่วงโอลิมปิก
ตอนที่ 3 Hyde Park, Marathon Swimming & Yoko Ono
 
 
 
เริ่มขึ้นวันที่ 2 ของการผจญภัยของเราดีกว่านะคะ Smile
ใช่แล้วค่ะ สองเอนทรี่นั้น ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 เป็นแค่เพียงวันแรกของห้าวันเท่านั้น!
คือ ก็แบบนี้ล่ะค่ะ เรามันคนบ้าเที่ยว บ้าถ่ายรูป ทำแล้วสนุกมีความสุขก็ทำไป 5555
 
ไปตะลุยกันเลยดีกว่าค่าาา~~ Cry
 
 
เรามาเริ่มต้นกันที่ตอนเช้าตรู่เลยดีกว่านะคะ
เนื่องจากว่า เราเริ่มทำงานอาสาที่ Victoria Station ตอน 7 โมงเช้าค่ะ
ก็เลยต้องขึ้นรถใต้ดินเที่ยวเช้ามากกก...และมันก็เลย "ร้าง" อย่างที่เห็นนี่ล่ะค่ะ 555
 
วันนี้มีเรื่องตื่นเต้นๆ ตอนทำงานมาเล่าให้ฟังด้วยค่ะ
 
 
ขอแนะนำทุกท่านให้รู้จักกับ...พี่ Chris! Surprised
คือพี่เค้าเป็น หน่วยพยาบาลฉุกเฉิน ของ NHS (National Health Service)
ซึ่งก็เป็นหน่วยงานที่ควบคุมสาธารณสุขของอังกฤษ อารมณ์ สปสช. ของเมืองไทยมั้งคะ
 
แล้วปกติที่เราจะเห็นหน่วยเนี้ย เค้าก็จะมาในรถพยาบาลคันใหญ่สีเหลืองเขียวสดใส
พร้อมอุปกรณ์ครบครัน เวลาเร่งด่วนหน่อยก็เปิดหว๋อ ขับซิ่ง ครองถนน ทุกคนต้องหลบ
แต่ดูพี่ Chris เค้าสิคะ มาแต่ตัวแค่เนี้ย กับรถจักรยาน Sealed
 
จากการสอบถามพี่ Chris พี่เค้าบอกว่า ถึงจะเห็นว่ารถคันเล็กแค่เนี้ย
แต่อุปกรณ์ฉุกเฉินครบครันไม่แพ้รถพยาบาลคันใหญ่ๆ เลยนะ!
เราทดลองยกรถจักรยานของพี่แกดูแล้วค่ะ บอกได้คำเดียวว่า "หนักชิบเป๋ง" !
อย่าว่าแต่จะปั่นเลยค่ะ แต่จะยกรถให้ตั้งตรงได้ก็ยากแล้วล่ะค่ะ
พื้นที่ที่พี่ Chris ต้องปั่นไปปั่นมาเพื่อตรวจตราก็ไม่ใช่เล็กๆ เลย
แถมกะทำงานก็ไม่ใช่สั้นๆ เลยด้วย กะละ 8 ชั่วโมง
ต้องขอยกนิ้วซูฮกให้ในความถึกของพี่ท่านเลยค่ะ =[]=AA
 
 
และแน่นอนว่า...เจออะไรเท่ๆ เราก็ต้องถ่ายรูปคู่ค่ะ 5555 นิสัยคนไทยสุดๆ กร๊าก Surprised
 
 
ตัดมาที่หลังเลิกงานเลยแล้วกันค่ะ 
คือ วันนี้แนะนำนักท่องเที่ยวไปเยอะมากๆๆๆ สำหรับคนที่ไม่มีตั๋วไปดูโอลิมปิก
ว่าให้ไปที่ Hyde Park นะคะทุกคน ไปดู Women's Swimming Marathon ได้ฟรีค่ะ
จงไปๆๆ เหมือนสะกดจิตให้ทุกคนไปเลยค่ะ ฮ่าๆ พูดแทบจะกับทุกคนได้
 
เลิกงานตอนเที่ยง...เราก็ดูตาราง อ๊ะ ยังไปดูเค้าแข่งทันนี่นา
เพราะว่าเดินจาก Victoria Station ไป Hyde Park ก็แค่ประมาณ 15 นาทีเอง
ก็เลยขอไปลองดูของฟรีกับเค้าบ้างซิ๊ ว่าจะเป็นไงบ้าง
จะสมราคาคุยที่ไปโม้แนะนำให้คนอื่นเค้าไปดูกันรึเปล่า 5555
(รู้ว่าคนไทยเรานิยมขึ้น tube ค่ะ แต่ก็แนะนำให้ลองเดินในวันอากาศดีดูนะคะ
เพราะจะทำให้เราได้เห็นลอนดอนในมุมต่างๆ มากขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ Cool)
 
 
วันนี้มีเพื่อนเที่ยวไปด้วยกันคนนึงค่ะ ก็เพ่ือนอาสาด้วยกันนั่นแหละ
แล้วสองสาวนะคะ...ไม่ได้เปลี่ยนชุดค่ะ เดินไป Hyde Park ในยูนิฟอร์มทั้งๆ อย่างนั้นแหละ
(อ้อ แต่ก็ถอด id ออกเก็บแล้วนะคะ เพราะว่าจะได้รู้ว่า ไม่ได้ทำงานอยู่นะ)
แล้วเกิดอะไรขึ้นน่ะเหรอ? ก็ยังโดนถามทาง ถามข้อมูล ได้ไม่หยุดหย่อน เลยน่ะสิคะ 555
เราก็ชอบนะที่ได้ตอบคำถาม ได้ช่วยเหลือ เพียงแต่ว่า พอเป็นพื้นที่ทำงานที่เราไม่คุ้นเคย
บางเรื่องเกี่ยวกับแถวนั้นเราก็ให้คำตอบไม่ได้น่ะสิ ก็ได้แต่ช่วยเท่าที่ทำได้
และที่เหลือก็ส่งไปให้อาสาที่ดูแลแถวน้ันเค้าเป็นคนช่วยแทน Smile
 
 
อันนี้เป็น Official Olympics Shop (ร้านชั่วคราว) ที่ Hyde Park นะคะ
เค้าขายพวกของที่ระลึกเกี่ยวกับโอลิมปิกทั้งหลาย เสื้อยืด ตุ๊กตา พิน (อย่างฮิตอะ) ฯลฯ
 
 
ส่วนอันนี้...ฮิตยิ่งกว่า...ไอติมมมม Wink
ร้อนๆ อากาศดีแบบนี้ ต้องกินติมเนอะ โดยเฉพาะ Flake 99 เนี่ย!!
หรืออีกชื่อว่า soft ice-cream with flake
มันคือ ไอติมนมขาวๆ ใส่โคนมีช็อคโกแลตแท่งเสียบ อะค่ะ
แบบเนี้ย...
 
 
เรียกว่า Flake 99 แต่ไม่ได้ราคา 99p นะคะ (ฮาาา)
ส่วนใหญ่จะราคาประมาณ 2 ปอนด์กว่าน่ะค่ะ
ส่วน Flake ก็คือ ยี่ห้อของเจ้าช็อกโกแลตแท่งที่เสียบบนไอติมนั่นแหละค่า
ส่วน 99 มากจากไหน ตามอ่านต่อในลิงค์ด้านล่างได้เลยค่าาา
 
 
 
ทุกคนกำลังเดินมุ่งหน้าไปทาง The Serpentine ที่เป็นที่จัดการแข่งขันค่ะ
 
 
 
ให้ดูปริมาณคนใน Hyde Park ค่ะ มากมายมหาศาลล้านแปดมาก!
สองภาพหลังนี้จะเห็นภาพคนหยุดยืนกันมากขึ้น
เพราะว่าเราถึง The Serpentine แล้วนั่นเองงงงง เย่~!
โอ๊ะ...มีคนพกธงชาติอังกฤษบริติชมาด้วยล่ะค่ะ กองอยู่ที่พื้นอันนึง ถือไว้ในมืออีกอันนึง Cry
 
 
มาถึงเค้าก็กำลังแข่งกันอยู่พอดีเลย!
เรือที่วิ่งๆ นั่น เค้าไม่ได้แข่งนะคะ เค้าเป็นเรือที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยค่ะ
ตามประกบนักกีฬา เผื่อมีเหตุฉุกเฉินอะไรจะได้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที Smile
และก็จะมีบรรดานักข่าวช่างกล้องอยู่บนเรือด้วยน่ะค่ะ
ส่วนนักกีฬา...เห็นน้ำเป็นสายๆ ขาวๆ ตรงกลางๆ ขวาของภาพมั้ยอ่ะคะ?
นั่นแหละค่ะ นักกีฬากำลังว่ายน้ำแข่งกันเลย
คือพอดีกล้องเรามันก็...ซูมได้เท่านี้ล่ะน้า Foot in mouth
 
 
บางคนมา นั่งเล่น นอนเล่น ปิกนิกไป เชียร์เค้าแข่งกีฬากันไปด้วยค่ะ
พาลูกพาครอบครัวออกมาเที่ยวเล่น (และรับแดด 555)
 
 
เนื่องจากเรารู้สึกว่า แถวๆ ที่เรายืนอยู่ในภาพข้างบนๆ มันจะไม่ค่อยได้วิวที่ดีเท่าไหร่
เลยขอเดินข้ามสะพานมาเกาะติดของ The Serpentine อีกฝั่งดีกว่า
ตอนแรกคิดว่า จะยืนบนสะพานด้วยซ้ำ คิดในใจว่า คงจะได้วิวเริ่ดสุดๆ
ปรากฎว่า บนสะพานนะคะ...กั้นรั้วและมีคุณตำรวจยืนเฝ้าค่ะ
แถมไม่ได้เฝ้าธรรมดา เฝ้าพร้อมถือปืนยาวด้วย Tongue out
ภาพด้านบนคือ เรายืนชิดขอบรั้วที่เค้ากั้นถ่ายเลยค่ะ
ขนาดแค่แข่งกีฬานะเนี่ย...ไม่รู้คุณตำรวจจะถือปืนเตรียมพร้อมขนาดนั้นทำไม
ดูแอบโหดจัง Foot in mouth สงสัยจะกลัวการก่อการร้ายหรือจลาจลอะไรรึเปล่าก็ไม่รู้?
 
 
 
เอาล่ะค่ะ ถึงอีกฝั่งของ The Serpentine แล้ว
เราก็ยืนถือกล้องเตรียมพร้อมสุดๆ แต่ดูคุณพี่ในภาพสิคะ พร้อมกว่าเราอีก...
มีกล้องส่องทางไกลมาด้วย อะโห...มืออาชีพสุดๆ !
 
 
ว่ายมาแล้วๆ เย่~ ฝั่งนี้เห็นใกล้กว่าจริงๆ ด้วยค่ะ ทุกคนถ่ายรูปกันใหญ่เลย
พร้อมเสียงเชียร์ Keri-anne ดังสนั่น ก็นักกีฬาอังกฤษบริติชเค้าอะเนอะ ถิ่นเค้าๆ 555
 
สารภาพว่า เราติดการใช้คำว่า "อังกฤษ" มากเลยค่ะ
เพราะปกติเวลาพูดไทยก็จะเรียกว่า อังกฤษๆ ตลอด 
แต่ว่าความจริงแล้ว "สหราชอาณาจักร" หรือ UK ครอบคลุมมากกว่าแค่ "อังกฤษ" ค่ะ
แต่เนื่องด้วยสถานที่ๆ เราอยู่ ถึงเราใช้ England / English เรียกถึงมันก็ไม่ผิดอะค่ะ
เพราะว่ามันอยู่ใน "อังกฤษ" จริงๆ
แต่ถ้าเรียกรวมอาจจะต้องเปล่ียนไปใช้ Britain / British แทน
 
ส่วนทีมนักกีฬา เค้าใช้คำว่า Team GB
หรือ ชื่อเต็มๆ ว่า the Great Britain and Northern Ireland Olympic team ค่ะ
เรื่องมันยาวอีกนั่นแหละ 555 อ่านต่อได้ที่นี่ (Eng Only)
 
บอกได้คำเดียวว่า เรื่องพวกนี้...ทำเราปวดหัวมากค่าาา Foot in mouth Tongue out
 
 
คือภาพนี้เห็นเป็นภาพนิ่งอาจจะไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ 
แต่ถ้าไปดูเกาะติดขอบสระ(?)จะเห็นและรู้สึกได้เลยว่า นักกีฬาเริ่มจะเหนื่อยกันแล้ว
ในภาพเป็นรอบท้ายๆ ของการว่ายวนแล้วล่ะค่ะ เค้าว่ายวนกัน 8-10 รอบได้มั้งคะ
ไม่แน่ใจว่า กี่รอบกันแน่ มีคนเคยบอกแล้วค่ะ แต่พอดีว่า เราลืม แหะๆ Foot in mouth
แต่ระยะทางรวมแล้ว 10 กิโลเมตรค่ะ
 
อยากจะบอกว่า ไม่ต้องว่ายหรอกค่ะ แค่ให้เราเดิน 10 กิโล เราก็เหนื่อยแล้วล่ะค่ะ
สาวๆ นักว่ายน้ำมาราธอน เค้าทั้งเก่ง ทั้งอึด กันจริงๆ ค่ะ Embarassed
 
 
จบการแข่งขันแล้วค่ะ ผลปรากฎว่า Keri-anne แห่ง Team GB ได้อันดับ 4 ค่ะ
โถๆๆ แพ้เค้าไปแค่ 0.4 วินาทีเองค่ะ เฮ้อ...พูดไม่ออกบอกไม่ถูก...Foot in mouth
 
 
ในรูปคือ สะพานที่เราเดินข้ามในภาพก่อนนู้นน (ที่มีคุณตำรวจถือปืน)
ถ่ายให้ดูถึงของตกแต่งเค้าค่ะ มีห่วงโอลิมปิก กับทุ่น London 2012 ลอยบอกเขต
ส่วนคนที่พายเรือแคนนูคือ อาสาสมัคร Game Maker ค่ะ
ท่ีรู้เพราะเห็นจากเคร่ืองแบบค่ะ สีแดงเลือดหมู/ม่วง Smile
 
 
แข่งกันเสร็จแล้ว คนก็ทยอยแยกย้ายกันไปค่ะ 
รูปปั้นนกในภาพนี้นี้ชื่อว่า Isis ค่ะ ผลงานของ Simon Gudgeon
เป็นรูปปั้นที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก เทพเจ้าแห่งธรรมชาติของอียิปต์ ค่ะ
เป็นรูปปั้นแรกในรอบ 50 ปีที่ถูกนำมาตั้งที่ Hyde Park
 
 
เอาล่ะค่ะ ถึงคราวของ Yoko Ono กันแล้ว
ตึกด้านหน้าที่เห็นนี้คือ The Serpentine Gallery ค่ะ
 
Yoko Ono เค้ามาจัดนิทรรศการที่ชื่อว่า To The Light ที่นี่ค่ะ
แต่เนื่องจากว่า เค้าห้ามถ่ายภาพด้านใน เราเลยจะมาเล่าให้ฟังด้วยคำพูดละกันนะคะ
ส่วนใครอยากเห็นภาพนิทรรศการด้านใน...เชิญได้ที่สองลิงค์ด้านล่างนี้เลยค่ะ
รีวิว (Eng Only) โดย Dailymail.co.uk หรือ Guardian.co.uk
 
เอาล่ะ...มาอ่านรีวิวโดย เด็กไทยตาดำๆ คนนี้บ้างแล้วกันค่ะ
ก่อนอื่นเลยต้องบอกก่อนนะคะว่า เราไม่เคยรู้จักผลงานของ Yoko Ono มาก่อนเลย
และก็เราก็ไม่ใช่คนที่รู้เรื่องอะไรทางด้านศิลปะมากมาย 
(เรารู้แค่ว่า Yoko Ono เป็นแฟนของ John Lennon เท่านั้นล่ะค่ะ)
พราะฉะนั้น การเล่าเรื่องถึงนิทรรศการ To The Light ครั้งนี้
ก็จะเป็นการเล่าผ่านสายตาของคนธรรมดาๆ คนหนึ่งเพียงเท่านั้น
 
พอเราก้าวเข้าไปแกลเลอรี่สิ่งแรกที่จะเจอเลยก็คือ สไลด์โชว์ภาพถ่าย
เป็นภาพของคน "ยิ้ม" ค่ะ ซึ่งก็คือโปรเจค "SmilesFilm" ของ Yoko Ono นั่นเอง
แล้วเค้าก็มีบูธให้ถ่ายรูปเรายิ้มเพื่อที่เราจะได้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการนี้ด้วย
เรากับเพื่อนอาสาที่ไปด้วยกัน ก็เลยไปนั่งยิ้มกว้างงงงในยูนิฟอร์มสีม่วง/ชมพู อิอิ
ใครอยากมีส่วนร่วมก็ทำได้ง่ายๆ นะคะ
แค่ถ่ายรูปตัวเองลง twitter แล้วติดแท็กว่า #smilesfilm

 
 
หลังจากนั้นในห้องแรกที่เราเข้าไป เราก็จะเจอกับห้องว่างๆ สีขาว 
มีคำพูดที่เป็นลายมือของ Yoko Ono เขียนอยู่รอบๆ ห้อง
เธอบอกให้รอค่ะ รอจนห้องนี้เปลี่ยนเป็นสีฟ้า
เราก็รอนะคะ แต่ก็ไม่เห็นจะเปลี่ยนเลย
เอ๊ะ...เรายังรอนานไม่พอ หรือ เค้าจงใจอยากจะให้เราคิดอะไรรึเปล่า?
 
ห้องที่สอง มี "วัตถุ" เล็กๆ ตั้งอยู่กลางห้อง 4 ชิ้นค่ะ
จำไม่ได้ทั้งหมดว่า มีอะไรบ้าง
รู้สึกจะมี รองเท้าเหล็กที่มีสีแดงหยดติดเหมือนเลือดไหล
เข็มกับด้ายเก่าๆ ที่ดูเหมือนมีเลือดแห้งกรังติดอยู่
แต่ที่แน่ๆ ทั้งหมดให้ความรู้สึก...เก่า เรียบง่าย และ เสียดแทง ค่ะ
พูด+นึกถึงแล้วขนลุก Foot in mouth
 
ห้องถัดไปด้านใน มีจอโทรทัศน์ 2 จอตั้งประจันกัน 2 ฟากผนัง
ในจอกำลังฉายงานชื่อดังที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Yoko Ono
(เราก็เพิ่งรู้ล่ะจากการเดินดูนิทรรศการนี้ล่ะค่ะ แหะๆ)
ซึ่งก็คือ งานที่ชื่อว่า "Cut Piece" ในปี 1965 
ส่วนอีกจอก็ฉายงานอันเดียวกันที่นำมาทำใหม่เมื่อไม่กี่ปีนี้
ลองเสิร์จ google / youtube ดู รับรองมีให้ดูกันแน่นอนค่ะ
 
เดินไปจนถึงห้องตรงกลางก็มีเขาวงกตพลาสติกใสค่ะ
เป็นเขาวงกตที่สร้างขึ้นจากพลาสติกใสทั้งหมด
เขาอนุญาตให้คนเข้าคิวเข้าไปลองเดินในเขาวงกตดูได้ด้วยค่ะ
แต่พอดีเราเห็นคิวยาวเลยไม่ได้ไปต่อคิวกับเขา
แต่ขอเล่านิดนึงว่า ตอนเราอยู่ที่ห้องนั้น...มีแม่ลูกกำลังเดินอยู่ในเขาวงกตค่ะ
แล้วลูกชายตัวน้อยกำลังซนก็เดินๆๆ วิ่งๆๆ ไม่รอแม่
แล้วก็....ปัง! ร้องไห้เลยค่ะ เด็กน้อยเดินชนกำแพงใส 
ขำก็ขำ สงสารก็สงสาร โถๆ เด็กเอ๊ยเด็ก Foot in mouth
 
อ้อ! บนผนังของห้องนิทรรศการห้องนี้
มีจอโทรทัศน์ 5 จอ ฉายผลงานต่างๆ ของ Yoko Ono 
อันนึงเราจำได้แม่นเลย...ภาพเคลื่อนไหวของ "ก้น" ค่ะ
คือ เราก็งงๆ อะนะ ว่า นี่คือศิลปะ เหรอ? ต้องการจะสื่ออะไรกันน้อ Laughing
 
อีกห้องหนึ่ง เป็นห้องเราตั้งชื่อเองว่า "ผู้ชายในชีวิตของ Yoko Ono"
เป็นกรอบรูปพร้อมเงาคนสีดำเหมือนกันทุกอันแปะติดรอบห้อง
พร้อมคำบรรยายด้านล่าง ที่มีตั้งแต่...คุณพ่อ หมอทำคลอด หมอฟัน
คนรับใช้ คนที่เสียความบริสุทธิ์ให้ ฯลฯ
คำบรรยายบางอันอ่านแล้วก็ประทับใจ บางอันทำเอาเราอึ้งเล็กๆ...
 
ส่วนห้องสุดท้่ายนะคะ อันนี้เราเก็ตค่ะ และชอบมากด้วย
มีกองดินตั้งอยู่กลางห้อง 3 กอง ดินก็คือดิน ดูไม่ต่างกันเลยค่ะ
แล้วแต่ละกองก็เขียนว่า Country A, Country B และก็ Country C
คงไม่ต้องบรรยายอะไรทุกคนก็น่าจะเข้าใจกันนะคะ
แต่ก็พูดยากเหมือนกันเรื่องนี้...
สำหรับเรา "ความแตกต่าง" มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์
แต่เราควรจะเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมแห่งความแตกต่างให้ได้มากกว่า
 
อีกมุมนึงของห้องนี้ก็มีหมวกทหารแขวนอยู่หลายใบค่ะ
แต่ละใบก็มีจิ๊กซอว์ภาพท้องฟ้าอยู่ในนั้นเต็มเลย
เจ้าหน้าที่เชิญชวนให้ทุกคนหยิบจิ๊กซอว์นั้นไปคนละชิ้นค่ะ
เธอบอกว่า Yoko Ono ต้องการให้ทุกคนที่เข้ามาชมนิทรรศการของเธอ
เก็บจิ๊กซอว์เหล่านั้นไว้ และวันหนึ่งในอนาคต เราก็จะนำจิ๊กซอว์มาต่อกันค่ะ
เราฟังแล้วแบบว่า...โคตรโรแมนติกเลย! Sealed
เราก็เก็บจิ๊กซอว์มาชิ้นนึงค่ะ เก็บไว้อย่างดี
อยากมีโอกาสได้นำจิ๊กซอว์ชิ้นนี้มาต่อกับเขาด้วยในอนาคต Cool
 
ก็หวังว่า คำพูดของเราจะทดแทนกับรูปภาพที่ไม่สามารถถ่ายมาให้ดูกันได้นะคะ
อยากแนะนำให้ทุกคน ถ้ามีโอกาสก็ลองไปชมนิทรรศการศิลปะกันดู
บางที...มันก็ทำให้เราได้คิดอะไรมากขึ้นเยอะแยะเลยล่ะค่ะ
 
 
ด้านหน้า Gallery มีกระดานหมากรุกให้เล่นกันด้วยล่ะ Cool
เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการเหมือนกัน
 
 
ปิดท้ายกันด้วยภาพนี้ค่ะ...
 
ต้นไม้เหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ To The Light ของ Yoko Ono เหมือนกันค่ะ
มันก็คือ "Wishing Tree" หรือที่เราน่าจะคุ้นเคยกันกับ เทศกาลทานาบาตะ ของญี่ปุ่นนั่นเอง
ต้องเท้าความว่า หลายๆ นิทรรศการของ Yoko Ono ก็มักจะมี Wishing Tree เหล่านี้
จนกลายเป็นเอกลักษณ์หนึ่งไปแล้ว หลายคนมักจะเรียกต้นไม้เหล่านี้ว่า Ono's wish tree 
 
ดูสิคะ...ฝรั่งเห่อเขียนคำอธิษฐานแขวนค่ะ 
เห็นกระเป๋าสีม่วง/ชมพูซ่อนอยู่หลังต้นไม้มั้ยคะ เพื่อนอาสาของเราที่เดินไปด้วยกันนั่นเอง
เธอก็เห่อแขวนคำอธิษฐานเหมือนกันค่ะ อิอิ Surprised
 
 
 
 
 
 
 
ครั้งหน้าเรามาเดินเล่นกันวันที่ 2 ต่อนะคะ
เดินกันตั้งแต่ Albert Memorial
เข้า Exhibition Road เดินผ่านบรรดา Museums
แวะเข้า V & A  Museum (มิวเซียมสุดโปรดเราค่ะ)
เดินกันจนถึง Harrods
จากนั้นต่อด้วยไปแวะ Covent Garden
และก็เข้าไปดู Disney's Lion King the Musical
กรี้ดค่ะกรี้ด...พิมพ์ไปยังอึ้งเองว่า
นี่เราเดินเที่ยวอะไรมากมายในหนึ่งวันเนี่ย?! Sealed
 
กร๊าก...
พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ... Money mouth Smile
 
 
 
 
ปล. เราพิมพ์เอนทรี่นี้ไป เราก็ดู Paralympic Games Opening Ceremony ไปด้วยล่ะค่ะ
ไม่อยากเชื่อว่า Olympic Games จะจบไปนานขนาดนี้แล้ว 
 
ปล. 2 เรานี่ก็บ้าเขียนเนอะ...ยิ่งเขียนยิ่งยาว 5555 มีอะไรอีกหลายๆ เรื่องที่อยากเล่า
แต่ก็รู้สึกว่า มันจะยาวเกินไปแล้ว บางเรื่องก็เลยทำลิงค์ให้ไปอ่านจากที่อื่นกันแทน
หรือเรื่องไหนอยากเขียนจริงๆ ก็จะเก็บเอาไว้เขียนในเอนทรี่หน้าๆ แล้วกันนะคะ Cry
 
ปล. 3 สงสัยเรื่องอะไร ถามได้เลยนะคะ ไม่กัดค่ะ Money mouth